กาลครั้งหนึ่ง…เมื่อวันวาน

Just another WordPress.com site

พระเรวัตตะ และ ลีลาวดี แบบตัวอย่างความรักของหญิงชาย

leave a comment »

ผมได้ยินเรื่องนี้เมื่อนานมาแล้ว..เมื่อครั้งที่ผมบวชเข้าเบญจเพศ ท่านพระครูที่วัดท่านเล่าให้ฟังแล้วผมรู้สึกถึงความประทับใจในเรื่องราว ซึ่งเป็นความรักที่เป็นแบบอย่างของการเลือกในสิ่งที่ถูกต้องถึงแม้มันอาจจะทำร้ายจิตใจของอีกฝ่ายก็ตาม…ผมพยายามเสาะหาบทประพันธ์ที่เป็นหนังสือมานานแสนนาน แต่พึ่งได้มาเจอ..แม้จะเป็นเพียงบทคัดย่อก็ตาม แต่ก็ยังอยากที่จะเก็บบทความและเรื่องราวนี้ มาไว้ในบล็อกนี้…

เรื่องย่อ ลีลาวดี
บัญชา เกียรติจรุงพันธ์ ….เรียบเรียง..จากธรรมนิยายของ ส.ธรรมโฆษ…
(ได้รับอนุญาตจาก ศ.แสง จันทร์งาม แล้ว)

ลีลาวดี…เป็นชื่อเรื่องของนวนิยายที่ประพันธ์โดย ธรรมโฆษ (แสง จันทร์งาม) มีความดีเด่นทั้งในด้านการผูกร้อยเรียงเรื่องราวและแทรกข้อคิดคติธรรมตลอดเรื่อง จัดพิมพ์และบันทึกเสียงอ่านโดย ธรรมสภา มีทั้งหมด 3 เล่มคือ ภาค1 ภาค 2 และภาคสมบูรณ์ ผู้สนใจที่ได้อ่านส่วนใหญ่ต่างยอมรับว่าประทับใจ แต่ก็มีหลายคนที่ไม่มีเวลาที่จะอ่านจนครบทุกเล่ม ข้าพเจ้าอ่านแล้วหลายรอบ รู้สึกพึงพอใจทุกครั้งเหมือนอ่านใหม่ทุกครั้ง ข้าพเจ้ามักจะนำเกร็ดเรื่องนี้ไปเล่าอยู่บ่อยๆ คนที่ได้รับฟังต่างก็อยากจะอ่านหรือฟังตลอดเรื่อง เมื่อมีคนใกล้ชิดมาถามอยากจะทราบเรื่องย่อ ข้าพเจ้าก็หนักใจเพราะจะย่อคติธรรมที่ดีเด่นในเรื่องก็ดูจะเสียความ จึงได้แต่เล่าเรื่องของตัวเอกคือ ลีลาวดี ว่าเธอก้าวเดินไปอย่างไร ต่อมาได้รับคำสนับสนุนให้สรุปเป็นเรื่องย่อเฉพาะที่กล่าวถึงเธอ ข้าพเจ้าจึงรวบรวมมาไว้ที่บล็อคนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นธรรมทาน ขอเชิญท่านเลือกรับโดยใช้วิจารณญาณและตามศักยภาพแห่งศรัทธา

ลีลาวดี…สตรีผู้ก้าวไป

บัญชา เกียรติจรุงพันธ์ ….เรียบเรียง..จากธรรมนิยายของ ส.ธรรมโฆษ

กรณีตัวอย่างของความรักที่สตรีได้แสดงออกต่อบุรุษอย่างดีที่สุดกรณีหนึ่ง…….แต่…

บทนำ……..

เมื่อพูดถึงเรื่องความรัก คำถามที่ตอบยากที่สุดคำถามหนึ่งได้แก่ “ชายกับหญิง ใครมีรักแท้มั่นคงมากกว่ากัน? ” และผ่านมาจนกระทั่งถึงยุคสมัยนี้ก็ยังหาคำตอบที่จะมายืนยันว่าฝ่ายหนึ่งมีมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีกรณีแห่งความรักที่ยืนยันได้อย่างไม่ใครเพลี่ยงพล้ำ ตัวอย่างของความรักที่บุรุษแสดงความจริงใจ รักแท้ มั่นคง ต่อสตรีมีมากมาย ทั้งการดั้นด้น สืบเสาะหา เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ผจญอุปสรรคนานา เพื่อเธออันเป็นที่รัก พิลึกพิลั่นมหัศจรรย์มากมายเกินกว่าจะบรรยายก็มีนับไม่ถ้วน ในขณะเดียวกัน สตรีที่มอบดวงใจให้กับชายคนรัก แสดงความรักแท้ จริงใจ ซื่อสัตย์ อดทน ปรารถนาดีอย่างไม่คลอนแคลน แสนจะน่าชื่นชม ก็มีเกินจะพรรณนา ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ แท้ที่จริงไม่ว่าชายหรือหญิงย่อมต้องการรักแท้ จริงใจ ซื่อสัตย์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ทำไม่เล่า…ที่ใดมีรักที่นั่นจึงมีทุกข์อาจ…เป็นเพราะ ความไม่สมดุลแห่งสภาวะแห่งรักที่เกิดขึ้นกระมัง…บางคนกล่าวว่า.เพราะมนุษย์มีจิตวิญญาณที่ละเอียดลึกซึ้ง จึงจะต้องมีการเชื่อมโยงจิตต่อจิตใจต่อใจจึงจะได้รักต่อรัก…ใช่อย่างนั้นทุกรายหรือไม่หนอ

ลีลาวดี…เป็นอีกหนึ่งของกรณีตัวอย่างของความรักจากสตรีคนหนึ่ง ที่แสนจะเป็นทรมานบันเทิง ที่มีทั้งรักทั้งหวังทั้งยินดีทั้งสุขทั้งเศร้าระคนปนเปอยู่ทุกช่วงเวลาของชีวิต เป็นเรื่องราวที่ประทับใจของผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ผ่านสายตาจากการอ่านหรือได้ฟังเรื่องราวของเธอ จากธรรมนิยายชื่อ ลีลาวดี บทประพันธ์ของ ธรรมโฆษ ณ บัดนี้ จึงขอน้อมนำท่านทั้งหลายติดตามความรักของเธอด้วยการย่อเรื่องราวนำมาเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับเธอและความรักของเธอ มาติดตามว่าสุดท้ายแล้วเธอจะก้าวไปอย่างไร

ลีลาวดี…สตรีผู้ก้าวไป
ช่วงที่ 1 …….พบเพื่อพราก

เรวัตตะ หนุ่มน้อย วัย 15ปี แห่งหมู่บ้านคนจัณฑาลใกล้ๆกรุงสาวัตถี ลูกของคนตัดฟืนขาย จำใจรับปากพ่อแม่ ที่จะไปอยู่กับสุมังคละเศรษฐีผู้เป็นชนชั้นวรรณพราหมณ์ ท่านมีภรรยาชื่อนางคฤหปตานี มีลูกสาวคนโตชื่อกัณณิกา ลูกชายคนรองรุ่นราวเดียวกับเรวัตตะ ชื่อชัยเสน และลูกสาวคนเล็กชื่อ ลีลาวดี

สุมังคละเศรษฐีพอใจเรวัตตะที่มีนิสัยสงบเสงี่ยม ขยันขันแข็ง รับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน จึงรักเหมือนบุตร อีกทั้งเป็นเพื่อนเล่นกับชัยเสน จึงให้อาศัยอยู่ในคฤหาสน์ด้วย และให้เรียนหนังสือกับพราหมณ์ไปพร้อมกัน แต่ต่อมาท่านเศรษฐีต้องเดินทางไปค้าขายแดนไกลพร้อมกับชัยเสน นางคฤหปตานีกับกัณณิการังเกียจคนจัณฑาลยิ่งนักจึงไล่ให้เรวัตตะไปทำงานหนักเหมือนทาส ให้ไปอาศัยอยู่กระท่อมท้ายสวน อยู่มาวันหนึ่งเรวัตตะก็พบอาหารดีๆผ้าเนื้อดีๆอยู่ในกระท่อมพร้อมกับจดหมายว่าจากผู้หวังดี คืนเพ็ญวันหนึ่งลีลาวดีก็แอบลงมาพบเขาพร้อมกับบอกว่าเห็นใจและสงสาร เรวัตตะซาบซึ้งในน้ำใจของผู้หวังดีที่ไม่กลัวที่จะแปดเปื้อนอัปมงคลจัณฑาลอย่างเขา และลีลาวดีแอบลงมาคุยกับเขาบ่อยขึ้น ในที่สุดความใกล้ชิดทำให้เขาทั้งสองมีความรักต่อกัน

“ข้าพเจ้ารักท่าน ลีลาวดี รักยิ่งกว่าชีวิตของข้าพเจ้าเอง หัวใจของข้าทรยศต่อผู้มีพระคุณเสียแล้ว ข้าพเจ้าทราบดีว่าตนเป็นเพียงเด็กจัณฑาลเดนมนุษย์ไม่ควรค่าแม้แต่จะเช็ดเท้าให้ท่าน และได้พยายามห้ามปรามจิตใจไว้ แต่มันก็ไม่ยอมเชื่อฟัง ลีลาวดีเอ๋ย ท่านไม่ต้องเสียใจ ข้าพเจ้าไม่ต้องการแม้แต่คำว่า “รัก” จากท่าน เพียงแต่ขอบอกความจริงใจแก่ท่านเท่านั้น” ลีลาวดีร้องไห้ เรวัตตะตกใจมาก แต่เธอกลับกล่าวว่า “เธอก็ทราบแล้วมิใช่หรือว่า น้ำตาของคนเรามิใช่เครื่องหมายแห่งความโศกเศร้าเสียใจเสมอไป” “ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าอยากจะเข้าใจว่า ท่านก็รักข้าพเจ้าเช่นเดียวกัน” “ไม่ผิดหรอก เรวัตตะ เธอเข้าใจถูกแล้ว” “ขอทาสผู้ซื่อสัตย์ของท่าน ได้จุมพิตมือของท่าน ให้สาสมกับความดีใจด้วยเถิด”

ในที่สุด แม่และพี่สาวก็ทราบว่าลีลาวดีแอบลงมาจากปราสาท จึงจับลีลาวดีเฆี่ยนตีทรมาน เรวัตตะทราบว่าตนเองเป็นต้นเหตุจึงแก้ไขด้วยการหนีออกจากบ้านไป แล้วเดินทางออกนอกเมือง ไปจนถึงบ้านหลังเก่า ได้ทราบข่าวว่าพ่อแม่ ย้ายไปทางเหนือ ฉากชีวิตแห่งการร่อนเร่พเนจรเริ่มต้นขึ้นแล้ว เขาเดินทางไปเรื่อยๆ จนร่างกายผอมโซผมและหนวดเครายาวรุงรังคล้ายคนบ้า จนพลัดหลงเข้าไปในป่าของหมู่โจร ได้เรียนรู้ศิลปวิทยาจนเป็นโจรหนุ่มผู้มีความสามารถ เวลาผ่านไป 4 ปี วันหนึ่งกลุ่มโจรปล้นพ่อค้าที่ผ่านทางมาและจับหัวหน้าพ่อค้าเตรียมจะเชือดคอเพื่อบูชาเจ้าแม่กาลี เรวัตตะเพ่งมองอย่างชัดเจนจึงทราบว่าเป็นท่านสุมังคละเศรษฐี เขาขอร้องหัวหน้าโจรให้ผ่อนผันไม่ให้ฆ่า โดยอาสาว่าวันพรุ่งนี้จะไปหาคนอื่นมาให้ฆ่าแทน วันใหม่แล้ว เรวัตตะไปดักรอพบเหยื่อจนค่ำจึงมีภิกษุรูปหนึ่งเดินมาตามทาง เรวัตตะบังคับไปในชุมนุมโจร พระภิกษุไม่สะทกสะท้านอีกทั้งสนทนาโต้ตอบกันกับหัวหน้าโจรเรื่องเจ้าแม่กาลี จนในที่สุดหัวหน้าโจรพร้อมลูกน้องทั้งหมดเลื่อมใสยอมทิ้งอาวุธ ขอบวช รวมทั้งเรวัตตะ ด้วย ส่วนสุมังคละเศรษฐีเดินทางกลับบ้าน

พระเรวัตตะได้บวชเรียนรู้พระธรรมวินัยอยู่กับพระอาจารย์ 5 พรรษา สามารถพึ่งตนเองได้ จึงออกเดินทางธุดงค์รอนแรมขึ้นไปทางเหนือ ฉากชีวิตแห่งการร่อนเร่พเนจรเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว คืนหนึ่งในป่าแห่งหนึ่งใกล้กับเขาหิมาลัย ได้พบกับพ่อบังเกิดเกล้าในกระท่อมร้างอยู่คนเดียว แม่ได้เสียชีวิตแล้ว เมื่อรู้ว่าเป็นพ่อลูกกัน ต่างก็กอดกันร้องไห้ เช้าวันใหม่พระเรวัตตะจึงพาพ่อเดินทางไปยังนคร สาวัตถี ให้พ่อบวชที่วัดเชตวันมหาวิหาร

วันหนึ่ง ณ ที่ศาลาวัดในเวลาฉันภัตตาหารเช้าที่มีพระสงฆ์นั่งเรียงตามลำดับ ท่ามกลางญาติโยมที่มาทำบุญ พระเรวัตตะนั่งอยู่ท้ายแถว ที่ใกล้กับญาติโยม เมื่อเงยหน้าขึ้นครั้งใดมักจะพบว่ามีหญิงสาวสวยคนหนึ่งจ้องมองอยู่ตลอดเวลา เป็นเธอนั่นเอง ลีลาวดี บัดนี้เธอเป็นสาวเต็มตัวสวยงามหาที่ตำหนิมิได้ เธอดูสง่ามีราศี ต่อมาตอนเช้าพระเรวัตตะจึงเดินไปบิณฑบาตผ่านหน้าบ้านลีลาวดีที่ตนเคยมาอาศัยอยู่ วันต่อมาลีลาวดีจึงนิมนต์ให้ฉันภัตตาหารบนคฤหาสน์ เมื่อซักถามจนแน่ใจว่าคือเรวัตตะตัวจริงแล้ว นางคฤหปตานีได้กราบขอโทษที่เคยทำไม่ดีไว้ในอดีต และเล่าว่าตอนนี้เหลือเพียง 2 คน ท่านสุมังคละเศรษฐีกลับมาจากค้าขายครั้งนั้นอยู่ได้ไม่น่นก็เสียชีวิต ส่วนกรรณิกา แต่งงานไปอยู่เมืองสาเกต ตั้งแต่นั้นมาลีลาวดีก็อุปถัมภ์พระเรวัตตะอย่างใกล้ชิดเรื่อยมา

วันหนึ่งมีเจ้าหน้าที่ไปที่วัดแล้วจับพระเรวัตตะถอดผ้าออกแล้วสวมชุดนักโทษให้แทนเนื่องจากสืบทราบว่าเป็นมหาโจรมาก่อน แล้วมัดมือมัดเท้าจับขึ้นบนหลังลาตระเวนประจานไปรอบเมือง ผ่านหน้าคฤหาสน์ของลีลาวดีซึ่งมองจากชั้นบนลงมาเห็น ลีลาวดีเรียกชื่อเรวัตตะแหวกฝ่าฝูงชนตามไปจนสลบ
ลีลาวดี สตรีผู้ก้าวไป

ช่วงที่ 2 ……รักนี้เพื่อเธอ

เมื่อลีลาวดีฟื้นขึ้นมาก็ขอร้องให้แม่ไปไถ่ตัวมาให้ได้ ขณะนั้นเขานำนักโทษไปฝังดินให้เหลือเพียงคอแล้วนำฟางมาล้อมจุดไฟเผาทั้งเป็น แม่ของลีลานำเงินมาจ้างผู้คุมการประหารในขณะที่ไฟกำลังลามไปใกล้จึงถึงตัวแล้ว เจ้าหน้าที่รีบไปลากตัวออกมาซึ่งขณะนั้นเรวัตตะสลบไปแล้ว พอฟื้นขึ้นมาพบว่าตนเองอยู่บนคฤหาสน์เห็นลีลาวดี จึงบอกว่าตอนนี้ตนเองยังเป็นพระอยู่ไม่ให้เข้าใกล้ แต่ชีวิตของตนเองเป็นของลีลาวดีแล้วอยากจะให้ทำอย่างไรก็จะทำตาม ลีลาวดีขอร้องให้ลาสิกขาออกมาคุ้มครองเธอและแม่ มาดูแลทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาลที่มีอยู่ พระเรวัตตะสงสารที่ลีลาวดีมีรักมั่นคงต่อตนเองมาตลอด อีกทั้งช่วยเหลือเขาตั้งแต่ยังเป็นทาส บัดนี้ก็ชุบชีวิตให้อีก เขาเองก็รักลีลาวดีจนสุดหัวใจ ในใจนั้นได้ตัดสินใจที่จะมาครองคู่อยู่กับลีลาวดีแล้ว แต่ขอเวลา 3 วันจะกลับมาให้คำตอบ แล้วจึงกลับไปที่วัด ไปขอลาสิกขาบทกับพระอาจารย์

พระอาจารย์จึงพาเดินทางไปผ่านหมู่บ้านชุมชนที่มีเสียงผัวเมียทะเลาะกัน ผ่าป่าช้าพบศพเน่าขึ้นอืดเหม็นมีหนอนเจาะชอนไช จึงบังเกิดความสลดสังเวชใจ พระอาจารย์แนะนำให้ไปอยู่ที่วัดอื่น พระเรวัตตะจึงออกเดินทางไปอยู่วัดบุพพาราม ห่างออกไปด้านทิศตะวันออกของสาวัตถี ติดกับแม่น้ำอจิรวดี โดยที่มิได้บอกใคร………

……….. วันเวลาผ่านไปนานหลายเดือน จนถึงฤดูฝน วันหนึ่งขณะที่พระเรวัตตะอยู่ในกุฏิหลังเล็กๆความคิดถึงลีลาวดีกลับคืนมาอีก แล้วอยู่ๆกลางดึก มีเสียงของลีลาวดีมาเคาะประตูเรียก เมื่อออกมาพบกันแล้ว ลีลาวดีจึงเล่าว่าแอบมาทั้งที่อันตรายเพื่อมาขอร้องให้ลาสิกขาไปแต่งงานอยู่ด้วยกันพูดจบแล้วเธอรีบกลับ พระเรวัตตะ เพิ่งจะทราบความจริงว่าหลังจากที่ตนหนีมาแล้วนั้น ลีลาวดีก็ถูกบังคับให้แต่งงานกับสุวัฒนะกุมาร จึงรู้สึกสงสารมากอีกทั้งพอมีคู่แข่งก็มีใจสู้ขึ้นมา จึงกลับมาที่วัดเชตวัน เพื่อจะขอลาสิกขาบทกับพระอาจารย์ พระอาจารย์เทศนาให้กลับใจอย่างไรก็ไม่ฟัง ท่านจึงให้รออีก 2 วันค่อยกลับมาใหม่ พระเรวัตตะจึงกลับไปที่วัด บุพพาราม เช้าวันรุ่งขึ้นก็ได้รับจดหมายจากลีลาวดีว่า “ด้วยชีวิตนี้แม่ให้มา จึงขอกตัญญูตามที่แม่ต้องการ คือแต่งงานกับสุวัฒนกุมาร และขอให้ความรักที่มีต่อกันของสองเรานั้นสิ้นสุดลง” เพราะด้วยความรักมาก เมื่อความตั้งใจและความหวังพังทลาย ความผิดหวังจึงมีมาก จากรักจึงกลายเป็นเกลียดมาก ทุกข์ทรมานมาก ในที่สุดตัดสินใจออกเดินทางไปทางทิศตะวันออก อย่างไร้จุดหมายปลายทาง ฉากของชีวิตแห่งการร่อนเร่พเนจรเริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว
พระเรวัตตะเดินทางผ่าหมู่บ้านน้อยใหญ่ อาศัยป่า ลำธาร โขดหินเป็นที่พำนัก ท่องเที่ยวไปเหมือนดั่งนกบินอย่างอิสระบนท้องฟ้า เหมือนปลาแหวกว่ายเล่นในทะเลกว้าง ได้ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากด้วยการนำธรรมโอสถแนะนำสั่งสอนผู้ตกยากตามคามนิคมน้อยใหญ่ เรื่อยไป
หลายวัน หลายเดือน หลายปีผ่านไป จนกระทั่งเดินทางมาถึงพระเวฬุวันและพักอยู่ในกุฏิหลังเล็กๆหลังหนึ่ง ต่อมาไม่นานพระมหาเถระเจ้าได้มอบหมายให้ปกครองดูแลสงฆ์ จนได้รับความศรัทธามากขึ้น
เย็นวันหนึ่งพระลูกวัดเข้ามารายงานว่ามีภิกษุณีแปลกหน้าเข้ามาถามหาพระอาจารย์ เธอชื่อลีลาวดี พระ เรวัตตะรู้สึกเสียวแปลบเข้าไปในหัวใจ จึงบอกว่าไม่ยอมให้พบและจะไม่ยอมพบเป็นอันขาด ได้แต่รำพึงว่า
“ลีลาวดีเอ๋ย เธอได้สลัดหลวงพี่ทิ้งอย่างไม่มีเยื่อใยแล้วแต่งงานกับสุวัฒนกุมาร เธอได้ขว้างดอกไม้แห่งความหวังของหลวงพี่ลงกับพื้นแล้วเอาเท้าเหยีบขยี้เสียอย่างไม่ปรานีจนหลวงพี่ต้องเนรเทศตัวเองจากกรุงสาวัตถี เธอจะมารื้อฟื้นความหลังอันขมขื่น ทำลายความสงบสุขของหลวงพี่ เธอจะมาคุ้ยเขี่ยแผลที่หัวใจของหลวงพี่ที่กำลังจะหายสนิทให้กำเริบขึ้นอีก ลีลาวดีเอ๋ย เธออย่าหวังว่าจะได้พบหลวงพี่อีกเลย.”
คืนวันต่อมามีเสียงเคาะที่ประตู เรวัตตะจึงถามว่าใคร “ลีลาวดีเจ้าค่ะจำเสียงลีลาวดีไม่ได้หรือเจ้าคะ”
“ลีลาวดีคนนั้นกำลังมีความสุขอยู่กับอ้อมแขนของสุวัฒนกุมาร เขาจะมาทำไมที่นี่”
“โธ่..น่าสงสาร..หลวงพี่ไม่รู้ความจริง หลวงพี่เข้าใจผิดหมด ลีลาวดีอุตส่าห์ออกบวชเป็นภิกษุณีติดตามหาหลวงพี่ก็เพื่อจะแถลงความจริงให้ทราบ”
“ฉันไม่อยากฟังความจริงจากเธอลีลาวดีเพราะความจริงนี่แหละฉันจึงต้องเนรเทศตัวเองออกจากกรุงสาวัตถี”
“ถ้าหลวงพี่รู้ความจริง จะไม่หนีออกมาแน่นอน”
“ไม่มีประโยชน์ดอกลีลาวดี…ขอให้กลับไปเดี๋ยวนี้”

ลีลาวดี ตอนที่ 2 (ต่อ)

ลีลาวดีร้องไห้กลับไปด้วยความตรอมใจ เช้าวันต่อมาพระเถระก็เดินขึ้นไปอยู่บนถ้ำเพื่อไม่อยากรับรู้เรื่องใดๆ
3 วันผ่านไปพระลูกวัดวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นไปบอกว่า นางภิกษุณีลีลาวดีใกล้จะถึงกาลมรณะ ขอพบหน้าท่านก่อนจะตายจากไป พระเรวัตตะตกใจมาก รีบกลับลงมาจากภูเขา มาถึงเป็นเวลาพลบค่ำ ร่างกายลีลาวดีเธอซูบผอมไม่เหลือร่องรอยความสดชื่นเหมือนแต่ก่อนเลย “หลวงพี่ขา…” ลีลาวดีกล่าวขณะที่น้ำตาไหลซึมออกมาผ่านแก้มลงสู่หมอนเป็นทาง “หลวงพี่มาหาลีลาวดีแล้ว กำลังอยู่ใกล้ๆลีลาวดีนี่เอง” “หลวงพี่ขยับมาใกล้ๆอีกหน่อย ลีลาวดีจะได้ดูหน้าเป็นครั้งสุดท้าย…ขอมือให้ลีลาวดีจับเป็นครั้งสุดท้าย… หลวงพี่ขา….ก่อนที่หลวงพี่จะจากกรุงสาวัตถีมาหลวงพี่ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งเป็นลายมือและชื่อของลีลาวดี ในเวลาเดียวกันลีลาวดีก็ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งเป็นลายมือและชื่อหลวงพี่ แต่จดหมายทั้งสองเป็นจดหมายปลอม เจ้าสุวัฒนกุมารเป็นคนเขียนเพื่อทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเรา ลีลาวดีทราบเพราะหลอกสัญญาว่าจะแต่งงานกับเขาถ้าเขาพูดความจริง…พอทราบความจริงว่าเขาเป็นคนทำ ลีลาวดีก็ออกบวชเป็นภิกษุณีตามหาหลวงพี่ รอนแรมไปตามคามนิคม ตกระกำลำบาก เพื่อบอกความจริง บัดนี้บรรลุจุดประสงค์แล้วแม้ตายก็ไม่เสียดายชีวิต หลวงพี่โปรดให้อภัยด้วย”

ลีลาวดี สตรีผู้ก้าวไป 3 (รักไร้พรหมแดน) (โดย บัญชา เกียรติจรุงพันธ์)

“ลีลาวดี หลวงพี่ยินดีให้อภัยแก่เธอทุกประการ บัดนี้หลวงพี่ได้ทราบความจริงแล้ว ลีลาวดีจงให้อภัยหลวงพี่สำหรับความผิดพลาดที่แล้วมา”
“ลีลาวดีให้อภัยทุกอย่าง..ชาตินี้มีกรรม ความรักของเราจึงมีอุปสรรคตลอดมา”
“ลืมความหลังเสียเถิดลีลาวดี บัดนี้เราเข้าใจกันดีแล้ว กรรมของเราให้ผลเสร็จสิ้นแล้วในชาตินี้ ชาติต่อไปขอให้เราได้พบกันอีก ขอให้ทางรักของเราจงราบรื่น หลวงพี่จะรักลีลาวดีคนเดียวทุกภพทุกชาติจนกว่าจะบรรลุถึงพระนิพพาน” ลีลาวดีบีบมือพระเรวัตตะแน่น “ลีลาวดีมีความสุขเหลือเกิน”
ลมหายใจค่อยๆแผ่วลง ลีลาวดีสิ้นลมจากไปอย่างสงบ มีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าอันขาวซีดของเธอ พระเรวัตตะสุดจะโศกเศร้า ได้จัดงานฌาปนกิจศพเธออย่างสมเกียรติ แล้วก่อพระเจดีย์บรรจุอัฐิไว้ที่ประตูพระเวฬุวนาราม มีจารึกบนแผ่นหินว่า “ลีลาวดีผู้บูชาความรักยิ่งกว่าเทพเจ้า ลีลาวดีผู้ซื่อสัตย์ต่อความรักยิ่งกว่าชีวิต ลีลาวดีผู้รักคนรัก ยิ่งกว่าตนเอง”
หลังจากนั้นพระเรวัตตะก็อยู่บริหารวัดเรื่อยมา ส่วนในใจนั้นคิดถึงลีลาวดีตลอดเวลา เรวัตตะรำพึงว่า “ในความรู้สึกของผม ลีลาวดียังคงอยู่และแนบสนิทอยู่กับดวงใจของผมตลอดมา รักของเราทั้งสองเป็นรักอมตะ วันคืนที่ผ่านไปไม่อาจลดพลังรักให้น้อยลงได้ การอยู่คนละโลกไม่อาจตัดโซ่ทองแห่งความรักของเราทั้งสองให้ขาดลงได้ เวลาตื่นผมคิดถึงเธอ เวลาหลับผมคิดถึงเธอ ในคืนอันเงียบสงัดเมื่อทุกชีวิตหลับใหล ผมจะเดินไปนั่งลงข้างๆสถูปแล้วปล่อยจิตใจให้เลื่อนลอยไปในแดนแห่งความสุขและความเศร้ากับภาพแห่งชีวิตในอดีต บางวันก็นั่งอยู่จนแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้าเบื้องบูรพาทิศ จึงกลับคืนสู่กุฏิน้อยในป่าไผ่ กิจวัตรส่วนตัวของผมดำเนินไปอย่างนี้ปีแล้วปีเล่า ทำให้เกิดความสงสารสังเวชในใจของศิษยานุศิษย์และเหล่าชนเป็นอันมากที่รู้เรื่องราวของผม”
อย่างไรก็ตาม วันเวลาผ่านไปหลายปี วัดเวฬุวนารามก็เจริญรุ่งเรืองได้รับศรัทธามากขึ้น มีการจัดโต้วาทีกับศาสดาของลัทธิต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ พระ เรวัตตะเป็นฝ่ายมีชัย ทำให้เจ้าลัทธิต่างๆไม่พอใจเพราะลาภสักการะทั้งหลายพลอยเสื่อมลงไปด้วย เมื่อเห็นว่าตนเองอยู่ที่นี่เป็นเวลาพอสมควรแล้ว วันเวลาผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว พระเรวัตตะจึงเตรียมตัวออกเดินทางต่อไป
กล่าวถึงเรื่องราวระหว่างเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมาอันเป็นเหตุการณ์ที่บังเกิดขึ้นอยู่คนละแห่ง
ณ กรุงพาราณสี เมืองอันเจริญรุ่งเรืองแห่งแคว้นกาสี มีธิดาน้อยบังเกิดขึ้นในครอบครัวของ เมตติยเศรษฐีและนางเมตติยพราหมณี มีชื่อว่ารัตตปาณี เป็นที่รักใคร่เอ็นดูของบิดามารดาและเหล่าพี่เลี้ยงทั้งหลาย พออายุสองขวบเธอชอบเดินไปที่ประตูบ้านแล้วพูดว่าฉันอยากไปเมืองสาวัตถี เป็นที่อัศจรรย์ว่าเธอทราบได้อย่างไร พออายุสามขวบเธอบอกพี่เลี้ยงทั้งหลายว่า เธอเชื่อลีลาวดี พออายุสี่ขวบเธอสามารถเล่าเรื่องในอดีตชาติให้บิดามารดาฟังได้อย่างละเอียดและขอร้องให้พาเธอกลับไปหาแม่ที่นคร สาวัตถี พออายุได้ห้าขวบบิดาจึงพาขบวนเกวียนเดินทางไปยังนครสาวัตถี รอนแรมไปหลายวันจนกระทั่งเข้าเขตเมืองและผ่านวัดพระเชตวันมหาวิหาร เธอร้องขึ้นด้วยความดีใจ นั่นไงพระเชตวัน หลวงพี่เรวัตตะอยู่ที่นั่น บิดาถามว่า เรวัตตะเป็นใคร เด็กน้อยรัตตปาณีตอบตามประสาซื่อว่า เขาคือคนรักของลีลาวดี พูดพลางน้ำตาไหลอาบแก้ม ท่านเคยอยู่ที่วัดนี้ แล้วหนีลีลาวดีไป ต่อมาอีกสักครู่ลีลาวดีนึกได้จึงบอกว่า ใช่แล้วพ่อจ๋า ตอนนี้เรวัตตะอยู่ที่วัดเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ พ่อจ๋ากรุงราชคฤห์ไปไกลไหม อยู่ทางไหน พ่อบอกว่าไกลมากเลยลูก บางทีชาตินี้พ่ออาจจะไปไม่ถึง รัตตปาณีได้แต่สะอื้นแล้วค่อยๆเงียบลง ค่ำวันนั้นลีลาวดีน้อยได้วิ่งเข้าไปกอดแม่ เดินชี้ดูสิ่งของในห้องต่างๆอย่างคล่องแคล่ว นางคฤหปตานีร้องไห้ดีใจที่ลูกเกิดใหม่และกลับมาหาตนและสัญญาว่าจะไม่บังคับลูกอีกแล้ว ต่อมาเกิดข้อขัดแย้งกันขึ้นเมื่อบิดาจะพาลูกกลับแต่แม่ในอดีตไม่ยอม เดือดร้อนถึงศาลต้องตัดสินว่าให้อยู่กับบิดาใหม่ที่พาราณสีกับมารดาเก่าที่สาวัตถีฝ่ายละหกเดือน ลีลาวดีน้อยจึงเจริญวัยขึ้นมาท่ามกลางความรักของทุกๆฝ่าย และไม่มีใครกล้าเอ่ยปากที่จะให้ไปรักชอบกับใครเพราะลีลาวดีคิดถึงคนรักคนเดียวและขอร้องให้บิดาใหม่พาเดินทางไปพบกับพระเรวัตตะทุกวันจนเวลาผ่านไปสิบกว่าปี ณ บัดนี้
กล่าวย้อนถึงพระเรวัตตะที่จำพรรษอยู่ที่วัดเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ ตั้งใจและได้ออกเดินทางไปยังเมืองพาราณสี ระหว่างทางได้ผ่านหมู่บ้านต่างๆได้ใช้ธรรมะแนะนำช่วยเหลือตามที่จะช่วยได้ จนกระทั่งวันหนึ่งเดินทางมาถึงกลางทุ่งนาอันกว้างใหญ่ ถ้าจะเดินทางต่อไปก็ไม่ทราบว่าจะมีหมู่บ้านหรือไม่ มองเห็นแต่หมู่เกวียนของพ่อค้า จึงตัดสินใจพักใกล้ๆกับกองเกวียนเพื่ออาศัยบิณฑบาตตอนเช้า เมื่อพัก ปักกลดแล้ว เย็นวันนั้นมีชายชราอายุราว 50 ปี หัวหน้ากองเกวียน เข้ามาสนทนาด้วย โดยถามว่ามาจากไหนจะไปที่ใด เมื่อทราบว่าพระมาจากวัดเวฬุวัน ก็ดีใจ ถามว่ารู้จักพระเรวัตตะหรือไม่ ท่านก็ตอบว่ารู้จัก ชายชราจึงเล่าว่า“พวกเราชาวนิครนถ์ได้ประสบความปราชัยอย่างยับเยินแก่พระเรวัตตะ พวกเราได้รับความอับอายและความเสื่อมเสียเป็นอย่างมาก พวกเราจึงคิดหาอุบายที่จะกำจัดพระเรวัตตะเสีย วิธีเดียวที่จะทำได้คือให้ท่านลาสิกขาบท” พระเรวัตตะสงสัย จึงถามว่าจะทำให้สึกได้อย่างไร ชายชราตอบว่า เพราะพระเรวัตตะมีความรักต่อลีลาวดียิ่งนัก บัดนี้ลีลาวดีกลับมาเกิดใหม่และกำลังตามหาเรวัตตะ ข้าพเจ้าเป็นลุงของเธอ ชายชรากล่าวต่อไปว่า“บัดนี้ รัตตปาณีมีความงามบริบูรณ์ แต่เธอร่ำร้องหาเรวัตตะอยู่ทุกวันตั้งแต่เล็กจนโต ข้าพเจ้าเชื่อว่าเธอจะสามารถทำให้พระเรวัตตะลาสิกขาได้แน่นอน และเมื่อนั้นพวกเราเหล่านิครนถ์ก็จะหมดศัตรูคู่แข่งคนสำคัญ กำลังของฝ่ายพุทธบริษัทก็จะอ่อนลง แล้วในที่สุดเราจะสามารถกำจัดพุทธศาสนาไปจากแคว้นมคธของเราได้ พวกเราก็จะรุ่งเรืองตามเดิม”
พระเรวัตตะรู้ว่าบัดนี้ ศัตรูของพระพุทธ ศาสนากำลังจะใช้สตรีที่ท่านรักมาตั้งสองชาติมาเป็นเครื่องมือทำลายตัวท่านเองและพระศาสนา แต่ “เมื่อได้ทราบว่าขณะนี้ตนอยู่ห่างจากลีลาวดีแค่มือเอื้อม พระเถระรู้สึกตื่นเต้นดีใจแทบลืมตัวลุกขึ้นวิ่งไปหาเธอ โอ…ในที่สุดหญิงที่ท่านรักบูชาที่ตายจากไปแล้วสิบกว่าปี ก็เดินทางมาหาท่านโดยมิได้คาดฝัน พระเถระอยากเห็นหน้า อยากสนทนากับรัตตปาณี แต่ถ้าได้พบลีลาวดีเธอต้องจำท่านได้ เธอจะต้องดีใจอย่างที่สุด เธอจะต้องขอร้องให้ท่านอยู่กับเธอตลอดไป ไม่ต้องระหกระเหินพลัดพรากกันเหมือนชาติก่อน ท่านเองก็สงสารและซาบซึ้งในความรักที่เป็นอมตะของลีลาวดี จนทำให้เธอเกิดมาเพื่อความรักอีกครั้ง แล้วท่านคงต้องสละเพศบรรพชิตไปอยู่กับเธอ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็หมายความว่าฝ่ายที่มุ่งร้ายต่อพระศาสนาเป็นผู้ชนะอย่างง่ายดาย บัดนี้สงครามในอกได้เกิดการต่อสู้กันขึ้นอีกแล้ว

ลีลาวดี สตรีผู้ก้าวไป 4 (รักหรือลวง) (โดย บัญชา เกียรติจรุงพันธ์)

ตลอดคืนนั้นพระเถระนอนไม่หลับ คิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไร แต่ตั้งใจไว้ว่าจะรีบออกเดินทางไปตั้งแต่เช้ามืด แต่เนื่องเพราะความเหนื่อยล้าและไม่ได้นอน ทำให้เผลอม่อยหลับไปจนกระทั้งถึงเวลาสว่างเต็มที่แล้ว ในขณะที่ลีลาวดีก็กระวนกระวายทั้งคืน เธอรู้สึกแว่ว ๆ คล้าย ๆ มีเสียงเรียกชื่อเธออยู่ใกล้ ๆ ผุดลุกผุดนั่งด้วยจิตใจสับสน เนื่องจากนอนไม่หลับตลอดคืนเธอจึงลุกขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ ออกจากเกวียนไปเดินเล่นในทุ่งนาบริเวณใกล้ ๆ กองเกวียน เก็บดอกหญ้าเล่นบ้าง ขณะที่กำลังเพลิน ๆ อยู่นั้นเธอเหลือบไปเห็นพระภิกษุรูปหนึ่ง กำลังเดินมุ่งหน้าดูท่าทางรีบร้อนจะผ่านมาทางที่เธอยืนอยู่ เธอหยุดชะงัก เพ่งสายตามองดูด้วยความสนใจยิ่ง พระภิกษุก็เดินดุ่ม ๆ มาโดยไม่ได้เงยหน้ามองใคร จนถึงระยะห่างเธอราว 10 วา จึงหยุด ชะงักเพราะเหลือบมาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเข้า ทั้งสองยืนแน่นิ่งจ้องดูกันและกันอยู่ประดุจรูปปั้น
ลีลาวดี ตอนที่ 4 (ต่อ)

รัตตปาณียกมือขึ้นขยี้นัยน์ตาด้วยความสงสัย แล้วจ้องดูพระเถระด้วยดวงตาอันเบิกกว้าง เป็นไปได้หรือที่เธอจะได้พบคนรักของเธอในที่เช่นนี้ ในยามเช่นนี้ในอาการเช่นนี้ เธอมิได้ฝันไปดอกหรือ? ฝ่ายพระเถระก็ตกตะลึงงงงันยืนแน่นิ่งอยู่กับที่ เพราะหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าช่างมีลักษณะคล้ายคลึงกับลีลาวดีซึ่งตายไปแล้ว นี่กระมังรัตตปาณีลีลาวดีผู้กลับชาติมาเกิด
ทั้งสองยืนจ้องกันอยู่นาน รัตตปาณีจึงมั่นใจว่าคือเรวัตตะคนที่เธอรักและบูชา และเธอกำลังจะเดินทางไปหา แม้เวลาจะล่วงเลยมาสิบกว่าปี พระเรวัตตะก็ดูเปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อย ยังดูหนุ่มแน่นสมบูรณ์แข็งแรงเช่นเดียวกับที่เธอได้เห็นครั้งสุดท้ายก่อนจะสิ้นใจในชาติก่อน ความดีใจความตื่นเต้นที่เธอได้พบกับคนรักโดยมิได้คาดฝัน ทำให้เธอลืมสิ่งใดใดในโลกไปหมด เธอค่อยๆเดินเข้าไปหาพระเถระอย่างช้าๆแต่มั่นคง “เรวัตตะ! เรวัตตะ” ชื่อนี้หลุดออกจากปากเธออย่างมิได้ตั้งใจ เมื่อถึงแล้วเธอได้ทรุดฮวบลงแทบเท้าของพระเถระ เอามือทั้งสองกอดขาพระเถระไว้แน่น น้ำตาแห่งความปิติอย่างล้นพ้นได้ไหลเอ่อออกมาเต็มเบ้าตาของเธอ และไหลอาบแก้มลงเปียกชุ่มชายจีวรของพระเถระ“เรวัตตะ” เธออุทานออกมาอีกครั้งหนึ่งแล้วก็หมดสติอยู่แทบเท้าของพระเถระนั่นเอง
พระเรวัตตะยังคงยืนนิ่ง ตาทั้งสองมองไปข้างหน้าอย่างไม่มีจุดหมาย ความคิดสับสนจนอธิบายไม่ถูก ความดีใจและงงงันต่อเหตุการณ์เกือบจะทำให้เป็นลมล้มพับไปเช่นเดียวกับรัตตปาณี แต่ระงับยับยั้งไว้ได้ พอสติกลับคืนมาก็นึกถึงพระศาสนา ในที่สุดก็ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวว่าจะไม่พ่ายแพ้แก่ศัตรู ครู่ใหญ่ ลีลาวดีฟื้นขึ้นมา เธอกอดรัดเท้าทั้งสองของพระเถระไว้อย่างมั่นคง เงยหน้าอันนองด้วยน้ำตาขึ้นดูพระเถระแล้วรำพันว่า “หลวงพี่ขา..ในที่สุดเทวดาฟ้าดินก็ดลบันดาลให้ลีลาวดีได้มาพบกับหลวงพี่อีก ลีลาวดีดีใจเหลือเกิน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ลีลาวดีจะไม่ยอมให้หลวงพี่จากไปอีก ลีลาวดีจะอยู่กับหลวงพี่ตลอดไป” พระเรวัตตะยังยืนนิ่งต่อไป ในหัวใจสับสนวุ่นวายด้วยความคิดร้อยแปดพันประการ “หลวงพี่ขา” ลีลาวดีรำพันต่อไปพลางเอามือลูบตามขาพระเถระด้วยความชื่นชมยินดี “เป็นเวลาสิบกว่าปีทีเดียวที่เราต้องพลัดพรากจากกัน แต่ดูหลวงพี่ไม่เปลี่ยนแปลงไปมากมายอะไร หลวงพี่ยังดูเป็นเรวัตตะคนเก่าของลีลาวดีทุกประการ พอเห็นครั้งแรกลีลาวดีก็จำได้ทันที ลีลาวดีดีใจเหลือเกิน” เธอพูดพลางยกชายจีวรของพระเถระแนบที่แก้มของตน
“ความรักหนอความรัก” พระเถระอุทานอยู่ในใจ “เจ้าช่างมีพลังยิ่งใหญ่เหลือเกิน แม้แต่ความตายก็ไม่สามารถทำลายเจ้าลงได้” “หลวงพี่ขา..หลวงพี่จำลีลาวดีไม่ได้หรือคะ ลีลาวดีลูกสาวสุมังคละเศรษฐีแห่งกรุงสาวัตถี ลีลาวดีผู้รักบูชาท่านยิ่งกว่าชีวิต ลีลาวดีผู้ที่ได้สละแม้แต่ญาติพี่น้องและเคหสถานออกบวชเป็นภิกษุณีตระเวนหาหลวงพี่ จนไปพบที่พระเวฬุวนารามอย่างไรเล่า ….จริงซินะ..ลีลาวดีตายแล้วเกิดใหม่ กับมารดาบิดาใหม่ หน้าตาลีลาวดีคงเปลี่ยนไป หลวงพี่คงจำลีลาวดีไม่ได้ แต่หลวงพี่ขา…แม้หน้าตาของลีลาวดีจะเป็นคนอื่น แต่จิตใจของลีลาวดียังเป็นดวงเดิม จิตใจเดิมที่เต็มไปด้วยความรักบูชาในหลวงพี่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง หลวงพี่อย่าได้สงสัยเลย”
ชายชราหัวหน้ากองเกวียนและชายหนุ่มเดินมาถึง พยุงเธอลุกขึ้นแล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น เธอยืนยันว่านี่คือเรวัตตะ ชายชราก็หัวเราะว่าท่านช่างปกปิดตัวเองได้แนบเนียนนัก พระเถระจึงรีบออกเดิน ลีลาวดีก็โผเข้าไปกอดเท้าของพระเถระอีก แล้วรำพันด้วยใบหน้าอันหม่นหมองว่า “หลวงพี่ขา..นี่หลวงพี่จะไปไหน ทำไมไม่สนทนากับลีลาวดีบ้างเลย…หลวงพี่ยังไม่เชื่อหรือว่านี่คือลีลาวดี ลีลาวดีจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดก็ได้ หลวงพี่จะจากลีลาวดีไปไม่ได้ ในชาติใหม่นี้เราจะไม่มีวันจากกันเป็นอันขาด” พระเถระหยุดชะงักยืนแน่นิ่งอยู่ “หลวงพี่ขา ลีลาวดีจะพาหลวงพี่ไปพิสูจน์ความจริงที่กรุงพาราณสี กรุงสาวัตถี ที่ราชคฤห์และที่แห่งหนที่มีพยานรับรอง เราจะเดินทางไปสาวัตถีด้วยกัน ให้คุณแม่ในชาติก่อนของลีลาวดีได้อธิบาย ขอนิมนต์หลวงพี่นั่งลงก่อนเถิด เราจะได้สนทนากันถึงความหลังในชาติก่อน ลีลาวดีจะจัดภัตตาหารมาถวาย” พอรัตตปาณีคลายมือ พระเถระท่านก็ออกก้าวเดินอีก เด็กสาวผู้น่าสงสารได้โผเข้ากอดเท้าของท่านไว้อีก แล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น บรรยากาศอันหนักอึ้งเป็นที่น่าเวทนาแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก พระเถระจึงรวบรวมสติกล่าวเป็นครั้งแรกว่า “กุมาริกาเอ๋ย..เธอเชื่อแน่แล้วหรือว่า พระภิกษุที่เธอกำลังจับตัวและสนทนาด้วยนี้ เป็นคนรักของเธอ” ลีลาวดีเงยหน้ามองดูพระเรวัตตะด้วยดวงตาละห้อย เธอคลายมือจากพระเถระ ยืนขึ้นแล้วก็เพ่งพินิจดูพระเถระอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ในที่สุดเธอก็ยืนยันออกมาด้วยความมั่นใจว่า “หลวงพี่ขา…ลีลาวดีอาจจะจำคนอื่นผิด แต่สำหรับคนรักของลีลาวดีแล้ว ลีลาวดีไม่มีวันที่จะจำผิดเป็นอันขาด ถ้ามนุษย์ในที่นี้เป็นพยานไม่ได้ เทพเจ้าเหล่าเทพยดาทุกองค์ก็คงยินดีเป็นพยานแก่ลีลาวดี หลวงพี่ขา..แม้เราจะจากกันสิบกว่าปี แต่ภาพของหลวงพี่ยังสถิตอยู่คู่ใจของลีลาวดีอย่างแจ่มแจ้งตลอดเวลา ไม่เฉพาะรูปร่างเท่านั้น แม้แต่เสียงของหลวงพี่ ก็ไม่เปลี่ยนแปลงเลย”
“กุมาริกาเอ๋ย…การเห็นคนแปลกหน้าเพียงชั่วครู่ แล้วทึกทักเอาว่าเป็นคู่รักของตน ออกจะเป็นการวู่วามเกินไป พระภิกษุในพุทธศาสนาที่ชื่อว่าเรวัตตะมีเป็นจำนวนมาก รูปร่างสุ้มเสียงคล้ายกันมีมาก” “หลวงพี่ไม่ยอมเชื่อลีลาวดี” หญิงสาวกล่าวด้วยเสียงเศร้า น้ำตาไหลพรากออกมาอีก เธอค่อยคลายมือออกจากเท้าพระเถระ แล้วก้มหน้ามองดูพื้นดิน “ท่านสมณะ..การตัดสินใจของรัตตปาณีอาจจะผิดพลาด” ชายชราพูด “ท่านอุบาสก..ขอเชิญท่านพาหลานสาวกลับไปก่อนเถิด อาตมาจะได้เดินทางต่อไป”
ขณะที่พระเถระจะก้าวเดิน ลีลาวดีก็โผเข้ากอดเท้าของท่านไว้อย่างมั่นคงอีก และส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าสงสารยิ่ง น้ำตาแห่งความรักและความสงสารอย่างจับจิตจับใจเริ่มไหลเอ่อออกมาเต็มเบ้าตาพระเถระบ้าง นับว่าเป็นครั้งแรกที่พระเถระต้องน้ำตาตกหลังจากคราวที่ลีลาวดีถึงแก่มรณกรรมเมื่อ 16 ปีมาแล้ว ชายทั้ง 5 ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ต่างเบือนหน้าหนีจากภาพอันสะเทือนใจนั้น แต่พอพระเถระมองไปที่ชายชรา ก็มีความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะไม่ยอมแพ้ “กุมาริกาเอ๋ย…” พระเถระกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ. “ปล่อยขาอาตมาเสียเถิด…ขอให้อาตมาได้เดินทางไปด้วยความสงบสุขเถิด อาตมาเชื่อว่าในไม่ช้าเธอจะได้พบกับพระเรวัตตะตัวจริงอย่างแน่นอน ”….
ลีลาวดีได้คลายมือออกจากเท้าของพระเถระอย่างรวดเร็ว ยืนขึ้นจ้องดูพระเถระด้วยสายตาแข็งกร้าวเป็นครั้งแรก “ในที่สุด..หลวงพี่ก็ไม่ยอมรับตนเองว่าเป็นเรวัตตะของลีลาวดี หลวงพี่ลืมลีลาวดีเสียแล้ว เสียแรงที่ลีลาวดีกลับมาเกิด อุตส่าห์จงรักภักดีสุดหัวใจ อุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางออกตามหา ครั้นพบแล้ว หลวงพี่กลับทำเป็นจำไม่ได้ ในที่สุดความรักอันแสนบริสุทธิ์ของลีลาวดีก็ได้รับสิ่งตอบแทนคือการปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย..เช่นเดียวกับชาติก่อน กรรมของลีลาวดียังไม่หมดสิ้นหรือ? เมื่อไหร่หนอเราจะสิ้นกรรมสิ้นเวร เมื่อไหร่หนอเราจะเข้ากันอย่างถูกต้องเสียที หลวงพี่ขา…”เสียงของลีลาวดีเบาลงๆๆจนฟังไม่ได้ศัพท์ พร้อมกันนั้นร่างของเธอก็ทรุดลงไปกองอยู่กับพื้น

ลีลาวดี สตรีผู้ก้าวไป 5 (รักคืออะไร) (โดยบัญชา เกียรติจรุงพันธ์)

ลีลาวดี ตอนที่ 5 (ต่อ)

ลุงและญาติของเธอต่างวิ่งไปประคองประคบประหงม เมื่อลีลาวดีฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เธอก็ไม่พบพระเรวัตตะ คนรักของเธอเสียแล้ว “หลวงพี่เรวัตตะไปไหน ๆ ๆ ” เธอถามอย่างร้อนรน “โน่น..เขาเดินจากไปโน่น” ลีลาวดีผู้น่าสงสารลุกขึ้นยืน มองตามหลังพระเถระด้วยน้ำตานองหน้า “หลวงพี่ขา..” เธอร้องขึ้นสุดเสียง แล้วออกวิ่งตามไป พลางส่งเสียงร้อง “หลวงพี่.. ..เรวัตตะ” สลับกันไป แต่วิ่งไปได้เพียงครู่หนึ่ง ความระทมทุกข์ ความสิ้นหวังทำให้เธอหมดแรง เมื่อสะดุดก้อนหินเบา ๆ เธอก็ล้มฟุบลงและสลบไปอีกครั้งหนึ่ง ลุงและลูกน้องวิ่งไปประคองร่างอันหมดสติของเธอกลับคืนมากองเกวียน ครู่ใหญ่ผ่านไปเธอจึงฟื้นขึ้นมา คำแรกที่หลุดออกมาจากปากของเธออย่างแผ่วเบาคือ “เรวัตตะ กลับมาก่อน ..กลับมาก่อน..อย่าเพิ่งจากลีลาวดีไป อย่าทารุณต่อลีลาวดีเกินไป กลับมาให้ลีลาวดีเห็นหน้านานๆ สมกับที่คิดถึงเสียก่อน แล้วค่อยจากไป”
ชายชราผู้เป็นลุงพยายามปลอบใจว่าอาจจะไม่ใช่พระเรวัตตะแต่ลีลาวดียืนยันว่าใช่เขาอย่างแน่นอน ลุงจึงกล่าวว่าพอเราไปถึงกรุงราชคฤห์เราก็จะรู้ว่าใช่หรือไม่ แต่ลีลาวดีไม่ยอมเดินทางต่อไป ในที่สุดกองเกวียนจึงแบ่งเป็นสองกลุ่ม ลุงเดินทางไปค้าขายต่อไปที่ราชคฤห์ ส่วนลีลาวดีมีผู้คุ้มครองพาเดินทางกลับไปบ้านที่พาราณสี ในระหว่างทาง กิมพิละ ชายหนุ่มซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับลีลาวดีเข้ามาสนทนาด้วยและถามว่า
“เท่าที่สังเกตดูจากความรักของเธอ ฉันก็
พอจะเดาได้ว่ามันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เป็นความรักชนิดข้ามภพข้ามชาติ เป็นความรักที่ไม่เคยได้รับการตอบสนอง คนที่รักเธอก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน เมื่อเป็นเช่นนี้ฉันจึงสงสัยว่าเธอจะรักไปทำไม ไม่มีประโยชน์ ไม่มีเหตุผลเลย” “ความรักย่อมไม่มีเหตุผล และรักต้องไม่มีเหตุผล ตราบใดที่ยังมีเหตุผลตราบนั้นก็ไม่ใช่ความรัก” ลีลาวดีตอบ “ถ้าอย่างนั้น เธอจะรักไปทำไม ฉันไม่เข้าใจความรักของเธอเลย” กิมพิละถาม “ฉันเองก็ไม่เข้าใจความรักของฉัน ถ้าเธอเป็นอย่างฉันเธอจะทำอย่างไร” ลีลาวดีถาม
ชายหนุ่มหัวเราะแล้วตอบว่า “ฉันก็เลิกรักเท่านั้นเอง การที่เรารักใครคนหนึ่ง ก็หวังที่จะได้รับความรักอันเท่าเทียมกันเป็นสิ่งตอบแทนซึ่งจะนำไปสู่การร่วมชีวิตกันและมีความสุขในที่สุด เมื่อเรารักเขาแล้ว เขาไม่รักเราตอบ ไม่อาลัยใยดีต่อเรา ไม่ให้ความหวังใดๆต่อเรา จะรักเขาไปให้เสียแรงเสียเวลาทำไม”
“ความรักของเธอไม่ใช่รักแท้” รัตตปาณีพูดยิ้มๆ “เพราะมันคลุกเคล้าด้วยความเห็นแก่ตัว ด้วยความหวังตอบแทน” “ถ้าอย่างนั้น เธอไม่หวังอะไรตอบแทนจากความรักของเธอเลยกระนั้นหรือ” “ฉันไม่หวังอะไรเลย นอกจากหวังให้คนรักของฉันมีความสุขเท่านั้น” “ถ้าอย่างนั้น เธอจะร่ำร้องถึงเขา ลงทุนดั้นด้นไปพบเขาทำไม” ชายหนุ่มถาม ..ข้อนี้ลีลาวดีตอบไม่ได้
“รัตตปาณี ฉันยังไม่มีความรัก แต่ฉันก็เชื่อว่าอย่างน้อยความรักควรจะมีประโยชน์บ้างแก่ตัวเราและคนอื่น ถ้าความรักไม่มีประโยชน์ก็ควรเปลี่ยนความรักเป็นอย่างอื่นเสีย” “เปลี่ยนความรักเป็นอย่างอื่น เปลี่ยนเป็นอะไร” “เปลี่ยนเป็นเกลียดซิ รัตตปาณี” คำว่าเกลียดทำให้เธอต้องคิดหนัก ระหว่างเดินทางกลับ เธอคิดทบทวนดูความรักของตนอย่างละเอียดทุกแง่มุม หลังจากประมวลเหตุการณ์ตั้งแต่ชาติก่อนถึงปัจจุบันมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เธอเริ่มเห็นว่าความรักของเธอเป็นความรักที่ไร้ประโยชน์จริง ไม่ได้รับการตอบสนองแม้ถ้อยคำหวานสักคำเดียว ตรงข้ามกลับได้รับแต่การปฏิเสธอย่างโหดร้ายทารุณ ทำให้ดวงใจน้อย ๆ อันแสนบริสุทธิ์ต้องชอกช้ำตลอดมา มันเป็นรักข้างเดียวที่ไร้ความหมายใด ๆ เป็นความรักด้วยอำนาจโมหะที่ไร้คุณค่า เมื่อคิดได้ดังนี้ ความรักของลีลาวดีก็กลายเป็นความเกลียดเองโดยไม่ต้องตั้งใจ “พอกันทีสำหรับความรักอันขมขื่นไร้ประโยชน์ ความรักอันโหดร้ายทารุณ”

About these ads

Written by destinychance

ตุลาคม 11, 2010 ที่ 9:30 am

เขียนใน Uncategorized

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: